หลักการลงทุน

กลยุทธ์สร้างผลตอบแทนชนะตลาดของ Jitta Wealth
jitta ecosystem

Jitta Wealth ใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นทั้งหมดในตลาด และนำมาจัดอันดับด้วยอัลกอริทึม Jitta Ranking เพื่อคัดเลือกหุ้นดีราคาถูก มีโอกาสทำกำไรสูงกว่าตามหลักการวอร์เรน บัฟเฟตต์ จำนวนอย่างน้อย 30 หุ้น

โดยระบบจะซื้อหุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เฉลี่ยหุ้นละประมาณ 3-4% ของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง มีการปรับพอร์ตเมื่อครบ 1 ปี โดยการขายหรือซื้อหุ้นตาม JItta Ranking ใหม่ และทำซ้ำๆ อย่างนี้ทุกปี

Jitta Ranking คืออะไร

หากคุณเคยดูการแข่งขันไตรกีฬา คุณน่าจะคุ้นเคยกับภาพนักกีฬาใส่เสื้อ กางเกงขาสั้นรัดรูป ที่คุณเองก็บอกไม่ได้ว่าเป็นชุดวิ่ง หรือชุดว่ายน้ำ หรือชุดปั่นจักรยานกันแน่

นั่นก็เพราะนักไตรกีฬา จะเป็นแค่นักวิ่ง นักว่ายน้ำ หรือนักปั่นไม่ได้

นักไตรกีฬาต้องเป็นทั้ง 3 อย่าง และต้องเก่งทั้ง 3 อย่างด้วย จึงจะคว้าแชมป์ไตรกีฬาแต่ละรายการได้

การลงทุนในหุ้นก็เหมือนการแข่งขันไตรกีฬา หุ้นทั้งหมดในตลาดคือ ผู้เข้าแข่งขัน และหุ้นที่จะขึ้นแท่น “หุ้นน่าลงทุน” อันดับต้นๆ ได้ จะต้องเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ นั่นคือ

3 คุณสมบัติ หุ้นน่าลงทุน

Jitta Score

1

เป็นหุ้นพื้นฐานดี

อย่างสม่ำเสมอ ดูจาก

งบการเงินย้อนหลัง 10 ปี

Jitta Line

2

เป็นหุ้นที่ราคาซื้อขาย

ไม่แพงเกินมูลค่า

ที่เหมาะสมของธุรกิจ

Business Performance

3

เป็นหุ้นที่มีแนวโน้ม

การเติบโตในช่วง 2-3 ปี

ที่ผ่านมาค่อนข้างดี

แต่ถ้าคุณจะนั่งอ่านงบการเงินของหุ้นเป็น 100 เป็น 1,000 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ รักษาคนไข้ หรือดูแลธุรกิจส่วนตัว เพื่อกรองหา “ธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” แค่ไม่กี่ตัวมาลงทุน ก็ไม่รู้คุ้มค่าคุ้มเวลาหรือเปล่า...

แล้วถ้าชีวิตนี้คุณไม่เคยแตะงบการเงินมาก่อนเลย คุณจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าจะวิเคราะห์ได้ละเอียดรอบคอบเพียงพอ...

นี่คือที่มาของ Jitta Ranking อัลกอริทึม
ที่ผสานเทคโนโลยี AI กับ big data
วิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาดอย่างละเอียด แล้วจัดอันดับตามคุณสมบัติ 3 ประการ
ช่วยผ่อนแรงค้นหาหุ้นคุณภาพ
ให้คุณลงทุนระยะยาวสไตล์
วอร์เรน บัฟเฟตต์อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

warren buffett

Jitta Ranking จะพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 3 ประการจากตัวเลขหลายๆ ตัวในงบการเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ศักยภาพของธุรกิจที่เป็นกลาง จับต้องได้ และผ่านการตรวจสอบโดยตลาดหลักทรัพย์แล้ว

หุ้นที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมกว่า ก็จะได้รับการจัดอันดับเป็นจ่าฝูงอยู่หัวตาราง หุ้นที่ขาดคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งจะอยู่กลางๆ ส่วนหุ้นที่ขาดคุณสมบัติก็จะถูกทิ้งไว้ท้ายตาราง

ที่ Jitta Ranking จัดอันดับหุ้นแบบนี้ ก็เพราะเราเชื่อมั่นในหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์ ที่มองหุ้นเป็นตัวแทนของธุรกิจ เราจึงมองการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนในธุรกิจแบบหนึ่ง จำเป็นต้องเลือกธุรกิจที่แข็งแกร่ง อนาคตไกล เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสการทำกำไรในระยะยาว

หรือพูดง่ายๆ คือ...

“ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม”

Jitta Score

Jitta Ranking ตัดสิน
ธุรกิจที่ดีจากอะไร

เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจไหนเป็นธุรกิจพื้นฐานดีอย่างสม่ำเสมอ ระบบ big data ของ Jitta จะอ่านงบการเงินของแต่ละหุ้นย้อนหลัง 10 ปี แล้วแปลงผลออกมาเป็นคะแนน 0-10 เรียกว่า Jitta Score

stock card

Jitta Score บ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง ของแบรนด์ ความสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ความมั่นคงทางการเงิน ความคล่องตัวของกระแสเงินสด และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
คำนวณจากตัวเลขและอัตราส่วนทางการเงินมากมายย้อนหลัง 10 ปี

ธุรกิจที่ควรค่าแก่การลงทุนควรจะมีคะแนนตั้งแต่ 5 ขึ้นไป ส่วนคะแนน 8 ขึ้นไปถือเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม สามารถถือไปได้เรื่อยๆ ตราบที่ธุรกิจยังรักษาศักยภาพไว้ได้ อัลกอริทึมจะพิจารณา งบการเงินอย่างรอบด้าน แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญๆ ได้แก่

1.Brand Advantages: บริษัทขายสินค้าหรือบริการที่คนจำนวนมากต้องการ มีแบรนด์ที่เข้มแข็ง สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เรื่อยๆ จึงเพิ่มรายได้และกำไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เช่น

a. รายได้และยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี ชนะคู่แข่ง และเติบโตสูง กว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
b. อัตรากำไรขั้นต้น (gross profit margin) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะขึ้นราคาสินค้า และ/หรือ กดราคาวัตถุดิบได้ โดยไม่เสียส่วนแบ่งตลาด
c. อัตรากำไรขั้นต้นดีกว่าคู่แข่ง และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

2.Economies of Scale: บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจได้ดีกว่าคู่แข่ง มีการประหยัดจากขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ ยากที่คู่แข่งใหม่ๆ จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ เช่น

a. อัตรากำไรต่างๆ เช่น ค่า gross profit margin ค่า operating margin และค่า net profit margin เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดีกว่าคู่แข่ง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
b. อัตราส่วน ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร/ยอดขาย (SG&A/sales) คงที่หรือลดลง และควรน้อยกว่าคู่แข่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายขณะขยายธุรกิจ

3.Cash Flow: บริษัทมีรายรับเป็นเงินสด มีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการสูง ขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยมาก มีแผนขยายกิจการที่ชัดเจนและไม่ฟุ่มเฟือย เช่น

a. กระแสเงินสดจากการดำเนินการ (cash from operating activities) มากกว่าอัตรากำไรสุทธิอย่างสม่ำเสมอ
b. วงจรเงินสด (cash conversion cycle) ยิ่งน้อยยิ่งดี และน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
c. รายจ่ายลงทุน (CapEx) ต่ำกว่ากระแสเงินสด และกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างสม่ำเสมอ

4.Financial Stability: บริษัทมีฐานะทางการเงินมั่นคง ไม่สร้างหนี้สินและกู้เงินมาลงทุนมากจนเกินศักยภาพทำกำไร มีทรัพย์สินในส่วนของผู้ถือหุ้นมาก เช่น

a. หนี้ระยะยาว (long-term debt) ต่ำ แสดงถึงภาระหนี้สินน้อย
b. อัตราส่วนหนี้สินระยะยาว/ส่วนผู้ถือหุ้น (shareholder equity)
c. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (debt/equity) ควรลดลงเรื่อยๆ ยิ่งน้อยยิ่งดี
d. อัตราส่วนหนี้สินต่อกระแสเงินสด และหนี้สินต่อกำไร ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถหารายได้มาจ่ายหนี้ได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปดึงเงินที่เก็บไว้ออกมาใช้หนี้
e. ส่วนของผู้ถือหุ้นควรจะเพิ่มขึ้นทุกปี

Shareholders’ Wealth: ผู้บริหารมองมุมเดียวกับผู้ถือหุ้น ต้องการเพิ่มความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นตลอดเวลา ผ่านการลงทุนขยายกิจการ จ่ายปันผล และซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอ เช่น

a. ความสามารถในการทำธุรกิจ เช่น
รายได้ ยอดขายควรจะเติบโตดี อัตรากำไรหรือ margin ดีกว่าคู่แข่ง โดยที่ใช้เงินน้อยกว่าและมีหนี้สินน้อยกว่า
b. ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น
ROE หรือ ROA สูงกว่าก็ดีกว่า แสดงถึงความสามารถในการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงิน หรือนำเงินไปต่อเงิน ที่เหนือกว่า
c. ประโยชน์ที่มอบให้ผู้ถือหุ้น เช่น
เงินปันผลสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นทุกปี หรือนำเงินปันผลไปลงทุนต่อให้มูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากกว่า หากบริษัทอยู่ในช่วงเติบโต
d. หากเป็นหุ้นปันผล
การจ่ายเงินปันผลควรเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อ
e. การจ่ายปันผลควรสอดคล้องกับกำไรที่ธุรกิจทำได้
ดูจากอัตราการจ่ายเงินปันผลเทียบกับฐานกำไรสุทธิ (dividend payout ratio) หากกำไรสุทธิเป็นลบ ก็ไม่ควรมีเงินปันผลออกมา และไม่ควรกู้เงินหรือเพิ่มทุนเพื่อมาจ่ายปันผล
f. ธุรกิจมีการซื้อหุ้นคืน
ทำให้หุ้นที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

ในการจัดอันดับ Jitta Ranking จะพิจารณาคุณภาพของหุ้นก่อน โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่ Jitta Score สูงกว่า 5 เป็นหลัก จากนั้นค่อยพิจารณาว่าตอนนี้ราคาหุ้นเหมาะสมที่จะซื้อหรือยัง

Jitta Line

Jitta Ranking คำนวณ
มูลค่าที่เหมาะสมของ
ธุรกิจอย่างไร

หุ้นที่ดี หากซื้อในราคาที่แพงเกินไป ก็กลายเป็นการลงทุนที่แย่ได้เหมือนกัน เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงขาดทุนให้คุณ

Jitta มองความปลอดภัยของการลงทุนเป็นหลัก อย่างที่ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์สอนไว้ว่า “กฎข้อที่ 1 อย่าขาดทุน” จึงให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง โดยประเมินมูลค่าธุรกิจอย่างรัดกุมจากกระแสเงินสดที่บริษัททำได้ เพื่อดูว่าราคาใดที่ซื้อแล้วน่าจะคืนทุนใน 10 ปี แสดงออกมาเป็น Jitta Line

Jitta Line จึงเปรียบเสมือน “ราคาที่เหมาะสม” ยิ่งคุณซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่า Jitta Line เท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้น และลดโอกาสขาดทุนได้มากขึ้นเท่านั้น

ลองจินตนาการว่า คุณจะเทคโอเวอร์บริษัทขายอุปกรณ์ไตรกีฬาแห่งหนึ่ง

ระหว่างเจรจากัน คุณและเจ้าของบริษัทคุยกันถูกคอ จนเจ้าของบริษัทยื่นข้อเสนอขายทั้งบริษัทให้คุณในราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านบาท

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านที่เจ้าของบริษัท เสนอมาให้นั้น เป็นราคา “ลดพิเศษ” จริงๆ

คุณต้องประเมินมูลค่าของบริษัทขายอุปกรณ์ไตรกีฬาแห่งนี้ก่อน เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วบริษัทราคาเท่าไหร่

การประเมินมูลค่าธุรกิจทำได้หลายวิธี แต่ Jitta จะดูจากกระแสเงินสดที่บริษัทหาเข้ามาได้ในแต่ละปีเป็นหลัก แล้วลองคำนวณว่าถ้ามีเงินเข้ามาแบบนี้เรื่อยๆ สม่ำเสมอ 10 ปี มูลค่าธุรกิจในปีที่ 10 จะเป็นเท่าไหร่

factsheet

จากนั้นค่อยคิดย้อนกลับมาว่า วันนี้ควรจะซื้อในราคาเท่าไหร่ จะได้คืนทุนภายใน 10 ปี

ดังนั้น Jitta จึงไม่ใช้ค่า P/E เป็นตัวชี้วัด เพราะค่า P/E จะอิงกับราคา ซื้อขายหุ้นในตลาด ไม่ได้อิงกับความสามารถในการทำธุรกิจจริงๆ

แต่เราใช้หลักการคล้ายๆ “การคิดลดกระแสเงินสด” (discounted cash flow) ที่รู้จักกันในหมู่ VI

ต่างกันตรงที่ Jitta Line จะวิเคราะห์แนวโน้มของกระแสเงินสดหลายๆ รูปแบบ พร้อมทั้งพิจารณาอัตราการเติบโตของธุรกิจด้วย

ส่วนจะซื้อที่ราคาเท่ากับ Jitta Line แพงกว่า Jitta Line หรือ ถูกกว่า Jitta Line ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพร้อมจะเสี่ยงกับธุรกิจนี้แค่ไหน

ถ้าคุณชอบความเร้าใจ อยากเล่นใหญ่ เสี่ยงสูง ก็ซื้อในราคาแพงกว่า Jitta Line ได้ แต่ต้องทำใจว่า คุณอาจจะต้องรอคืนทุนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด

แต่ถ้าคุณอยากลดความเสี่ยง อยากลงทุนอย่างมีเหตุผลและคาดการณ์ได้ ก็ควรจะซื้อในราคาที่ถูกกว่า Jitta Line เพื่อเพิ่มโอกาสคืนทุนให้เร็วกว่า 10 ปี

กลับมาที่บริษัทที่คุณกำลังจะเทคโอเวอร์...

หลังจากคุณพิจารณางบการเงินแล้ว พบกว่าบริษัททำกำไรได้ 1 ล้านบาททุกปีมาอย่างสม่ำเสมอ…

ด้วยอัตรากำไรนี้ ภายใน 10 ปี คุณจะได้กำไร 10 ล้านบาท

นั่นหมายความว่าถ้าคุณจะเทคโอเวอร์บริษัทไตรกีฬาวันนี้ แล้วต้องการคืนทุนภายใน 10 ปี Jitta Line จะอยู่ที่ 10 ล้านบาท และคุณไม่ควรซื้อแพงกว่านั้น

ถ้าคุณตกลงปลงใจซื้อในราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านบาทที่เจ้าของเสนอให้ คุณต้องทำใจว่า กว่าจะคืนทุนน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี ยกเว้นอยู่ดีๆ ธุรกิจก็ทำกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่าได้ทุกปี

ซึ่งคุณไม่มีทางแน่ใจได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่…

คุณจึงควรนำเงินที่คุณมีไปซื้อธุรกิจอื่นที่ราคาเหมาะสมกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรอย่างคาดการณ์ได้ และลดความเสี่ยงในการลงทุน

Jitta Ranking เองก็คิดในแนวทางเดียวกันนี้ ว่าคุณควรนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่น่าลงทุนที่สุดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส

และธุรกิจที่น่าลงทุนที่สุดสำหรับ Jitta Ranking คือธุรกิจที่พื้นฐานดี ราคาซื้อขายไม่ควรใช้เวลาคืนทุนเกิน 10 ปี เพื่อไม่คุณให้เสียโอกาสทางการลงทุน และลดแนวโน้มขาดทุนให้ได้มากที่สุด

การกระจายความเสี่ยง
และการปรับพอร์ต

ทำไมเลือกลงทุนในหุ้นจำนวน 30 ตัว
จาก Top Jitta Ranking

การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง แต่เราจะทำยังไงที่สามารถลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้

Jitta Wealth เลือกที่จะลงทุนในหุ้น 30 ตัวแรกบน Jitta Ranking เพื่อที่จะได้กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และทำให้พอร์ตไม่ผันผวนมาก

การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหุ้น 30 หุ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้แต่ละหุ้นมีสัดส่วนแค่ราวๆ 3% ของพอร์ต ต่อให้ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งลดลงไป 50% พอร์ตก็เพิ่งจะลดลงแค่ 1.5% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากหุ้นตัวอื่นๆ ยังคงดีอยู่ พอร์ตโดยรวมก็ยังเป็นบวกได้ ซึ่งหุ้น 30 ตัวถูกวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุดในการกระจายความเสี่ยงครับ

ในการลงทุนในหุ้น เราไม่ควรที่จะลงทุนในหุ้นตัวใดตัวนึงตัวเดียว แม้เราจะมั่นใจแค่ไหนก็ตาม เพราะว่ามันมีโอกาศที่จะขาดทุนเสมอ ต่อให้เราวิเคราะห์มาดียังไง หรือธุรกิจดีแค่ไหนก็ตาม ยกตัวเช่น การลาออกของผู้บริหาร เกิดเหตุน้ำท่วม หรือไฟไหม้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และอาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายหนักๆได้ครับ

ทำไมจึงปรับพอร์ต
ด้วยระยะเวลา ทุกๆ 1 ปี

Jitta Wealth เลือกที่จะปรับพอร์ตในทุกๆ 1 ปี เนื่องจากการปรับพอร์ตหรือซื้อขายหุ้นที่ละครั้งมีต้นทุนในการที่เราจะต้องไปจ่ายค่า commission ให้ broker

ยิ่งซื้อขายมากยิ่งเสียค่าธรรมเนียมมาก

ถ้าสมมุติว่าเรามีการปรับพอร์ตเฉลี่ยเดือนละครั้ง หมายความว่าปีนึงเราจะเสียค่า commision ราวๆ 4-5% โดยที่เรายัง ไม่สามารถแน่ใจด้วยว่าว่าปีนั้นเราจะกำไรรึป่าว เท่ากับว่าเรา ต้องทำกำไรให้ได้ประมาณ 4% เพื่อที่จะเท่าทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะทำได้ในทุกๆปี

การซื้อขายน้อยครั้งจึงสามารถลดต้นทุนในการลงทุนได้ครับ

หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ Jitta Wealth
จะมีการขายหุ้นหรือไม่

ในระยะยาวแล้วเราเชื่อว่า เงินลงทุนในตลาดหุ้นจะยังคงเติบโต ได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรกับโลกใบนี้ก็ตาม

จากข้อมูลผลตอบแทนหุ้นสหรัฐปี 1900-2016 สามารถระบุได้ ว่า จากเงินลงทุน $1 ในตลาดหุ้นสหรัฐในปี 1900 จะกลายเป็น เงินจำนวน $39,000 ในปี 2016 หรือ โตขึ้นถึง 39,000 เท่าครับ ซึ่งระยะเวลา 116 ปีนี้ น่าจะครอบคลุมการลงทุนตลอดชีวิต ของคนๆนึง ที่ได้ผ่านมาแล้วทุกวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง สงครามโลก วิกฤตการเงินในเอเชีย วิกฤตการเงินในละตินอเมริกา วิกฤตดอทคอม วิกฤตสินเชื่ออสังหา และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นแล้วเราสบายใจได้เลยครับว่า ถ้าเราอิงกับการลงทุนในธุรกิจอย่างแท้จริงแล้ว ในระยะยาว ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่เสมอครับ

จากข้อมูลผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นอเมริกา ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า แม้เราไม่สามารถคาดเดาราคาหุ้นในระยะสั้นได้ แต่เราสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนในหุ้นได้ค่อนข้างแม่นยำ เพราะ ในระยะยาว ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะเท่ากับ ผลตอบแทนจากธุรกิจในตลาดหุ้นรวมกันเสมอ ซึ่งถ้าเราตั้งใจจะลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น เราสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่ราวๆ 8% -10% ต่อปี และเราก็จะ “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เงินทำงานและเติบโตไปเรื่อยๆได้เลยครับ ซึ่ง Jitta จะไม่มีการขายหุ้นหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครับ

พิสูจน์ผลตอบแทน
Jitta Ranking

Jitta Wealth จะเลือกหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ในวันที่คุณเริ่มลงทุน

และเพื่อกระจายความเสี่ยง เราจะแบ่งซื้อหุ้นแต่ละตัวด้วยเงินเท่าๆ กัน หุ้นตัวหนึ่งจะคิดเป็นสัดส่วน 3-4% ของพอร์ต

จากนั้นเราจะถือหุ้นทั้ง 30 ตัวไว้จนครบ 365 วันหรือ 1 ปี จึงกลับมารีวิวพอร์ตครั้งหนึ่ง

ในการรีวิวปรับพอร์ต Jitta Wealth จะดูการจัดอันดับหุ้น Jitta Ranking ในวันนั้น ว่าหุ้นที่คุณถืออยู่ มีตัวไหนหลุดอันดับไปแล้ว Jitta Wealth ก็จะขายให้ และนำเงินไปซื้อหุ้นที่ติดอันดับต้นๆ ตัวใหม่เข้ามาแทน ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกปี

วิธีบริหารจัดการของ Jitta Wealth เป็นการลงทุนแบบ passive investment อย่างหนึ่ง ที่เน้นสร้างผลตอบแทนดี ระยะยาว ซื้อขายน้อยครั้ง ค่าธรรมเนียมต่ำ และกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพื่อลดโอกาสขาดทุน

Jitta Ranking คืออะไร

หากคุณเคยดูการแข่งขันไตรกีฬา คุณน่าจะคุ้นเคยกับภาพนักกีฬาใส่เสื้อ กางเกงขาสั้นรัดรูป ที่คุณเองก็บอกไม่ได้ว่าเป็นชุดวิ่ง หรือชุดว่ายน้ำ หรือชุดปั่นจักรยานกันแน่

นั่นก็เพราะนักไตรกีฬา จะเป็นแค่นักวิ่ง นักว่ายน้ำ หรือนักปั่นไม่ได้

นักไตรกีฬาต้องเป็นทั้ง 3 อย่าง และต้องเก่งทั้ง 3 อย่างด้วย จึงจะคว้าแชมป์ไตรกีฬาแต่ละรายการได้

การลงทุนในหุ้นก็เหมือนการแข่งขันไตรกีฬา หุ้นทั้งหมดในตลาดคือ ผู้เข้าแข่งขัน และหุ้นที่จะขึ้นแท่น “หุ้นน่าลงทุน” อันดับต้นๆ ได้ จะต้องเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ นั่นคือ

3 คุณสมบัติ หุ้นน่าลงทุน

Jitta Score

1

เป็นหุ้นพื้นฐานดี

อย่างสม่ำเสมอ ดูจาก

งบการเงินย้อนหลัง 10 ปี

Jitta Line

2

เป็นหุ้นที่ราคาซื้อขาย

ไม่แพงเกินมูลค่า

ที่เหมาะสมของธุรกิจ

Business Performance

3

เป็นหุ้นที่มีแนวโน้ม

การเติบโตในช่วง 2-3 ปี

ที่ผ่านมาค่อนข้างดี

แต่ถ้าคุณจะนั่งอ่านงบการเงินของหุ้นเป็น 100 เป็น 1,000 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ รักษาคนไข้ หรือดูแลธุรกิจส่วนตัว เพื่อกรองหา “ธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” แค่ไม่กี่ตัวมาลงทุน ก็ไม่รู้คุ้มค่าคุ้มเวลาหรือเปล่า...

แล้วถ้าชีวิตนี้คุณไม่เคยแตะงบการเงินมาก่อนเลย คุณจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าจะวิเคราะห์ได้ละเอียดรอบคอบเพียงพอ...

นี่คือที่มาของ Jitta Ranking อัลกอริทึม ที่ผสานเทคโนโลยี AI กับ big data วิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาดอย่างละเอียด แล้วจัดอันดับตามคุณสมบัติ 3 ประการ ช่วยผ่อนแรงค้นหาหุ้นคุณภาพ ให้คุณลงทุนระยะยาวสไตล์ วอร์เรน บัฟเฟตต์อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

warren buffett

Jitta Ranking จะพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 3 ประการจากตัวเลขหลายๆ ตัวในงบการเงิน ซึ่งเป็นหลักฐานพิสูจน์ศักยภาพของธุรกิจที่เป็นกลาง จับต้องได้ และผ่านการตรวจสอบโดยตลาดหลักทรัพย์แล้ว

หุ้นที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมกว่า ก็จะได้รับการจัดอันดับเป็นจ่าฝูงอยู่หัวตาราง หุ้นที่ขาดคุณสมบัติอันใดอันหนึ่งจะอยู่กลางๆ ส่วนหุ้นที่ขาดคุณสมบัติก็จะถูกทิ้งไว้ท้ายตาราง

ที่ Jitta Ranking จัดอันดับหุ้นแบบนี้ ก็เพราะเราเชื่อมั่นในหลักการลงทุนของบัฟเฟตต์ ที่มองหุ้นเป็นตัวแทนของธุรกิจ เราจึงมองการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนในธุรกิจแบบหนึ่ง จำเป็นต้องเลือกธุรกิจที่แข็งแกร่ง อนาคตไกล เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสการทำกำไรในระยะยาว

หรือพูดง่ายๆ คือ...

“ซื้อธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม”

Jitta Score

Jitta Ranking ตัดสินธุรกิจที่ดีจากอะไร

เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจไหนเป็นธุรกิจพื้นฐานดีอย่างสม่ำเสมอ ระบบ big data ของ Jitta จะอ่านงบการเงินของแต่ละหุ้นย้อนหลัง 10 ปี แล้วแปลงผลออกมาเป็นคะแนน 0-10 เรียกว่า Jitta Score

stock card

Jitta Score บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ความสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ความมั่นคงทางการเงิน ความคล่องตัวของกระแสเงินสด และศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น คำนวณจากตัวเลขและ อัตราส่วนทางการเงินมากมายย้อนหลัง 10 ปี

ธุรกิจที่ควรค่าแก่การลงทุนควรจะมีคะแนนตั้งแต่ 5 ขึ้นไป ส่วนคะแนน 8 ขึ้นไปถือเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม สามารถถือไปได้เรื่อยๆ ตราบที่ธุรกิจยังรักษาศักยภาพไว้ได้ อัลกอริทึมจะพิจารณา งบการเงินอย่างรอบด้าน แบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญๆ ได้แก่

1.Brand Advantages: บริษัทขายสินค้าหรือบริการที่คนจำนวนมากต้องการ มีแบรนด์ที่เข้มแข็ง สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เรื่อยๆ จึงเพิ่มรายได้และกำไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เช่น

a. รายได้และยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี ชนะคู่แข่ง และเติบโตสูง กว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
b. อัตรากำไรขั้นต้น (gross profit margin) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะขึ้นราคาสินค้า และ/หรือ กดราคาวัตถุดิบได้ โดยไม่เสียส่วนแบ่งตลาด
c. อัตรากำไรขั้นต้นดีกว่าคู่แข่ง และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

2.Economies of Scale: บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจได้ดีกว่าคู่แข่ง มีการประหยัดจากขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ ยากที่คู่แข่งใหม่ๆ จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ เช่น

a. อัตรากำไรต่างๆ เช่น ค่า gross profit margin ค่า operating margin และค่า net profit margin เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดีกว่าคู่แข่ง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
b. อัตราส่วน ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร/ยอดขาย (SG&A/sales) คงที่หรือลดลง และควรน้อยกว่าคู่แข่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายขณะขยายธุรกิจ

3.Cash Flow: บริษัทมีรายรับเป็นเงินสด มีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการสูง ขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยมาก มีแผนขยายกิจการที่ชัดเจนและไม่ฟุ่มเฟือย เช่น

a. กระแสเงินสดจากการดำเนินการ (cash from operating activities) มากกว่าอัตรากำไรสุทธิอย่างสม่ำเสมอ
b. วงจรเงินสด (cash conversion cycle) ยิ่งน้อยยิ่งดี และน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
c. รายจ่ายลงทุน (CapEx) ต่ำกว่ากระแสเงินสด และกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างสม่ำเสมอ

4.Financial Stability: บริษัทมีฐานะทางการเงินมั่นคง ไม่สร้างหนี้สินและกู้เงินมาลงทุนมากจนเกินศักยภาพทำกำไร มีทรัพย์สินในส่วนของผู้ถือหุ้นมาก เช่น

a. หนี้ระยะยาว (long-term debt) ต่ำ แสดงถึงภาระหนี้สินน้อย
b. อัตราส่วนหนี้สินระยะยาว/ส่วนผู้ถือหุ้น (shareholder equity)
c. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (debt/equity) ควรลดลงเรื่อยๆ ยิ่งน้อยยิ่งดี
d. อัตราส่วนหนี้สินต่อกระแสเงินสด และหนี้สินต่อกำไร ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าธุรกิจสามารถหารายได้มาจ่ายหนี้ได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปดึงเงินที่เก็บไว้ออกมาใช้หนี้
e. ส่วนของผู้ถือหุ้นควรจะเพิ่มขึ้นทุกปี

Shareholders’ Wealth: ผู้บริหารมองมุมเดียวกับผู้ถือหุ้น ต้องการเพิ่มความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นตลอดเวลา ผ่านการลงทุนขยายกิจการ จ่ายปันผล และซื้อหุ้นคืนอย่างสม่ำเสมอ เช่น

a. ความสามารถในการทำธุรกิจ เช่น
รายได้ ยอดขายควรจะเติบโตดี อัตรากำไรหรือ margin ดีกว่าคู่แข่ง โดยที่ใช้เงินน้อยกว่าและมีหนี้สินน้อยกว่า
b. ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น
ROE หรือ ROA สูงกว่าก็ดีกว่า แสดงถึงความสามารถในการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงิน หรือนำเงินไปต่อเงิน ที่เหนือกว่า
c. ประโยชน์ที่มอบให้ผู้ถือหุ้น เช่น
เงินปันผลสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นทุกปี หรือนำเงินปันผลไปลงทุนต่อให้มูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากกว่า หากบริษัทอยู่ในช่วงเติบโต
d. หากเป็นหุ้นปันผล
การจ่ายเงินปันผลควรเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อ
e. การจ่ายปันผลควรสอดคล้องกับกำไรที่ธุรกิจทำได้
ดูจากอัตราการจ่ายเงินปันผลเทียบกับฐานกำไรสุทธิ (dividend payout ratio) หากกำไรสุทธิเป็นลบ ก็ไม่ควรมีเงินปันผลออกมา และไม่ควรกู้เงินหรือเพิ่มทุนเพื่อมาจ่ายปันผล
f. ธุรกิจมีการซื้อหุ้นคืน
ทำให้หุ้นที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

ในการจัดอันดับ Jitta Ranking จะพิจารณาคุณภาพของหุ้นก่อน โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่ Jitta Score สูงกว่า 5 เป็นหลัก จากนั้นค่อยพิจารณาว่า ตอนนี้ราคาหุ้นเหมาะสม ที่จะซื้อหรือยัง

Jitta Line

Jitta Ranking คำนวณอย่างไร

หุ้นที่ดี หากซื้อในราคาที่แพงเกินไป ก็กลายเป็นการลงทุนที่แย่ได้เหมือนกัน เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงขาดทุนให้คุณ

Jitta มองความปลอดภัยของการลงทุนเป็นหลัก อย่างที่ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์สอนไว้ว่า “กฎข้อที่ 1 อย่าขาดทุน” จึงให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง โดยประเมินมูลค่าธุรกิจอย่างรัดกุมจากกระแสเงินสดที่บริษัททำได้ เพื่อดูว่าราคาใดที่ซื้อแล้วน่าจะคืนทุนใน 10 ปี แสดงออกมาเป็น Jitta Line

Jitta Line จึงเปรียบเสมือน “ราคาที่เหมาะสม” ยิ่งคุณซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่า Jitta Line เท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสคืนทุนเร็วขึ้น และลดโอกาสขาดทุนได้มากขึ้นเท่านั้น

ลองจินตนาการว่าคุณจะเทคโอเวอร์บริษัท ขายอุปกรณ์ไตรกีฬาแห่งหนึ่ง

ระหว่างเจรจากัน คุณและเจ้าของบริษัทคุยกันถูกคอ จนเจ้าของบริษัทยื่นข้อเสนอขายทั้งบริษัทให้คุณในราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านบาท

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านที่เจ้าของบริษัทเสนอมาให้นั้น เป็นราคา “ลดพิเศษ” จริงๆ

คุณต้องประเมินมูลค่าของบริษัทขายอุปกรณ์ไตรกีฬาแห่งนี้ก่อน เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วบริษัทราคาเท่าไหร่

การประเมินมูลค่าธุรกิจทำได้หลายวิธี แต่ Jitta จะดูจากกระแสเงินสดที่บริษัทหาเข้ามาได้ในแต่ละปีเป็นหลัก แล้วลองคำนวณว่าถ้ามีเงินเข้ามาแบบนี้เรื่อยๆ สม่ำเสมอ 10 ปี มูลค่าธุรกิจในปีที่ 10 จะเป็นเท่าไหร่

factsheet

จากนั้นค่อยคิดย้อนกลับมาว่า วันนี้ควรจะซื้อในราคาเท่าไหร่ จะได้คืนทุนภายใน 10 ปี

ดังนั้น Jitta จึงไม่ใช้ค่า P/E เป็นตัวชี้วัด เพราะค่า P/E จะอิงกับราคา ซื้อขายหุ้นในตลาด ไม่ได้อิงกับความสามารถในการทำธุรกิจจริงๆ

แต่เราใช้หลักการคล้ายๆ “การคิดลดกระแสเงินสด” (discounted cash flow) ที่รู้จักกันในหมู่ VI

ต่างกันตรงที่ Jitta Line จะวิเคราะห์แนวโน้มของกระแสเงินสดหลายๆ รูปแบบ พร้อมทั้งพิจารณาอัตราการเติบโตของธุรกิจด้วย

ส่วนจะซื้อที่ราคาเท่ากับ Jitta Line แพงกว่า Jitta Line หรือ ถูกกว่า Jitta Line ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพร้อมจะเสี่ยงกับธุรกิจนี้แค่ไหน

ถ้าคุณชอบความเร้าใจ อยากเล่นใหญ่ เสี่ยงสูง ก็ซื้อในราคาแพงกว่า Jitta Line ได้ แต่ต้องทำใจว่า คุณอาจจะต้องรอคืนทุนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด

แต่ถ้าคุณอยากลดความเสี่ยง อยากลงทุนอย่างมีเหตุผลและคาดการณ์ได้ ก็ควรจะซื้อในราคาที่ถูกกว่า Jitta Line เพื่อเพิ่มโอกาสคืนทุนให้เร็วกว่า 10 ปี

กลับมาที่บริษัทที่คุณกำลังจะเทคโอเวอร์...

หลังจากคุณพิจารณางบการเงินแล้ว พบกว่าบริษัททำกำไรได้ 1 ล้านบาททุกปีมาอย่างสม่ำเสมอ…

ด้วยอัตรากำไรนี้ ภายใน 10 ปี คุณจะได้กำไร 10 ล้านบาท

นั่นหมายความว่าถ้าคุณจะเทคโอเวอร์บริษัทไตรกีฬาวันนี้ แล้วต้องการคืนทุนภายใน 10 ปี Jitta Line จะอยู่ที่ 10 ล้านบาท และคุณไม่ควรซื้อแพงกว่านั้น

ถ้าคุณตกลงปลงใจซื้อในราคา “ลดพิเศษ” 20 ล้านบาทที่เจ้าของเสนอให้ คุณต้องทำใจว่า กว่าจะคืนทุนน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี ยกเว้นอยู่ดีๆ ธุรกิจก็ทำกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่าได้ทุกปี

ซึ่งคุณไม่มีทางแน่ใจได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่…

คุณจึงควรนำเงินที่คุณมีไปซื้อธุรกิจอื่นที่ราคาเหมาะสมกว่า เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรอย่างคาดการณ์ได้ และลดความเสี่ยงในการลงทุน

Jitta Ranking เองก็คิดในแนวทางเดียวกันนี้ ว่าคุณควรนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่น่าลงทุนที่สุดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส

และธุรกิจที่น่าลงทุนที่สุดสำหรับ Jitta Ranking คือธุรกิจที่พื้นฐานดี ราคาซื้อขายไม่ควรใช้เวลาคืนทุนเกิน 10 ปี เพื่อไม่คุณให้เสียโอกาสทางการลงทุน และลดแนวโน้มขาดทุนให้ได้มากที่สุด

การกระจายความเสี่ยงและการปรับพอร์ต

ทำไมเลือกลงทุน
ในหุ้นจำนวน 30 ตัว
จาก Top Jitta Ranking

การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง แต่เราจะทำยังไงที่สามารถลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้

Jitta Wealth เลือกที่จะลงทุนในหุ้น 30 ตัวแรกบน Jitta Ranking เพื่อที่จะได้กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และทำให้พอร์ตไม่ผันผวนมาก

การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนในหุ้น 30 หุ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้แต่ละหุ้นมีสัดส่วนแค่ราวๆ 3% ของพอร์ต ต่อให้ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งลดลงไป 50% พอร์ตก็เพิ่งจะลดลงแค่ 1.5% เท่านั้น ซึ่งถ้าหากหุ้นตัวอื่นๆ ยังคงดีอยู่ พอร์ตโดยรวมก็ยังเป็นบวกได้ ซึ่งหุ้น 30 ตัวถูกวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุดในการกระจายความเสี่ยงครับ

ในการลงทุนในหุ้น เราไม่ควรที่จะลงทุนในหุ้นตัวใดตัวนึงตัวเดียว แม้เราจะมั่นใจแค่ไหนก็ตาม เพราะว่ามันมีโอกาศที่จะขาดทุนเสมอ ต่อให้เราวิเคราะห์มาดียังไง หรือธุรกิจดีแค่ไหนก็ตาม ยกตัวเช่น การลาออกของผู้บริหาร เกิดเหตุน้ำท่วม หรือไฟไหม้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และอาจทำให้พอร์ตการลงทุนเสียหายหนักๆได้ครับ

ทำไมจึงปรับพอร์ต
ด้วยระยะเวลา ทุกๆ 1 ปี

Jitta Wealth เลือกที่จะปรับพอร์ตในทุกๆ 1 ปี เนื่องจากการปรับพอร์ตหรือซื้อขายหุ้นที่ละครั้งมีต้นทุนในการที่เราจะต้องไปจ่ายค่า commission ให้ broker

ยิ่งซื้อขายมากยิ่งเสียค่าธรรมเนียมมาก

ถ้าสมมุติว่าเรามีการปรับพอร์ตเฉลี่ยเดือนละครั้ง หมายความว่าปีนึงเราจะเสียค่า commision ราวๆ 4-5% โดยที่เรายัง ไม่สามารถแน่ใจด้วยว่าว่าปีนั้นเราจะกำไรรึป่าว เท่ากับว่าเรา ต้องทำกำไรให้ได้ประมาณ 4% เพื่อที่จะเท่าทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะทำได้ในทุกๆปี

การซื้อขายน้อยครั้งจึงสามารถลดต้นทุนในการลงทุนได้ครับ

หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ Jitta Wealth
จะมีการขายหุ้นหรือไม่

ในระยะยาวแล้วเราเชื่อว่า เงินลงทุนในตลาดหุ้นจะยังคงเติบโต ได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรกับโลกใบนี้ก็ตาม

จากข้อมูลผลตอบแทนหุ้นสหรัฐปี 1900-2016 สามารถระบุได้ ว่า จากเงินลงทุน $1 ในตลาดหุ้นสหรัฐในปี 1900 จะกลายเป็น เงินจำนวน $39,000 ในปี 2016 หรือ โตขึ้นถึง 39,000 เท่าครับ ซึ่งระยะเวลา 116 ปีนี้ น่าจะครอบคลุมการลงทุนตลอดชีวิต ของคนๆนึง ที่ได้ผ่านมาแล้วทุกวิกฤต ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง สงครามโลก วิกฤตการเงินในเอเชีย วิกฤตการเงินในละตินอเมริกา วิกฤตดอทคอม วิกฤตสินเชื่ออสังหา และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นแล้วเราสบายใจได้เลยครับว่า ถ้าเราอิงกับการลงทุนในธุรกิจอย่างแท้จริงแล้ว ในระยะยาว ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่เสมอครับ

จากข้อมูลผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นอเมริกา ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า แม้เราไม่สามารถคาดเดาราคาหุ้นในระยะสั้นได้ แต่เราสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนในหุ้นได้ค่อนข้างแม่นยำ เพราะ ในระยะยาว ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะเท่ากับ ผลตอบแทนจากธุรกิจในตลาดหุ้นรวมกันเสมอ ซึ่งถ้าเราตั้งใจจะลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น เราสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่ราวๆ 8% -10% ต่อปี และเราก็จะ “ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน” ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เงินทำงานและเติบโตไปเรื่อยๆได้เลยครับ ซึ่ง Jitta จะไม่มีการขายหุ้นหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครับ

พิสูจน์ผลตอบแทน Jitta Ranking

Jitta Wealth จะเลือกหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ในวันที่คุณเริ่มลงทุน

และเพื่อกระจายความเสี่ยง เราจะแบ่งซื้อหุ้นแต่ละตัวด้วยเงินเท่าๆ กัน หุ้นตัวหนึ่งจะคิดเป็นสัดส่วน 3-4% ของพอร์ต

จากนั้นเราจะถือหุ้นทั้ง 30 ตัวไว้จนครบ 365 วันหรือ 1 ปี จึงกลับมารีวิวพอร์ตครั้งหนึ่ง

ในการรีวิวปรับพอร์ต Jitta Wealth จะดูการจัดอันดับหุ้น Jitta Ranking ในวันนั้น ว่าหุ้นที่คุณถืออยู่ มีตัวไหนหลุดอันดับไปแล้ว Jitta Wealth ก็จะขายให้ และนำเงินไปซื้อหุ้นที่ติดอันดับต้นๆ ตัวใหม่เข้ามาแทน ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกปี

วิธีบริหารจัดการของ Jitta Wealth เป็นการลงทุนแบบ passive investment อย่างหนึ่ง ที่เน้นสร้างผลตอบแทนดี ระยะยาว ซื้อขายน้อยครั้ง ค่าธรรมเนียมต่ำ และกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพื่อลดโอกาสขาดทุน

ตารางแสดงผลตอบแทนรายปี
 
Jitta Wealth
SET 50
2009
103.69%
64.54%
2010
38.03%
38.31%
2011
0.41%
-0.25%
2012
65.93%
31.60%
2013
0.15%
-6.56%
2014
31.32%
13.31%
2015
1.50%
-18.73%
2016
28.26%
18.60%
2017
13.22%
17.65%
2018
-13.51%
-7.95%
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี
22.89%
12.69%
 
Jitta Wealth
SET 50
2009
103.69%
64.54%
2010
38.03%
38.31%
2011
0.41%
-0.25%
2012
65.93%
31.60%
2013
0.15%
-6.56%
2014
31.32%
13.31%
2015
1.50%
-18.73%
2016
28.26%
18.60%
2017
13.22%
17.65%
2018
-13.51%
-7.95%
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี
22.89%
12.69%
* ข้อมูลจากการทดสอบผลตอบแทนย้อนหลัง (backtest)

ผลการทดสอบพิสูจน์ว่า ถ้าคุณลงทุนในหุ้นติดอันดับ Jitta Ranking ตามวิธีที่ได้กล่าวมา ตั้งแต่สิ้นปี 2008 คุณก็สร้างผลตอบแทนสูงชนะดัชนีตลาดได้แล้ว ผ่านการซื้อขายเพียงแค่ 1 ครั้งต่อปี

ในขณะเดียวกัน กองทุนที่มีคนบริหารจัดการ (active fund) กว่า 80% ทำผลตอบแทนแพ้ดัชนีตลาดในระยะ 10-15 ปี ตามรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลของ Spiva (S&P Indices Versus Active) จัดทำโดย S&P Global

นั่นหมายความว่า หากคุณลงทุนในกองทุน active fund เพื่อออมเงินในหุ้นไว้สำหรับอนาคต คุณมีโอกาสเพียง 20% เท่านั้น ที่เงินของคุณจะเติบโตชนะคนที่ลงทุนตามดัชนีแบบไม่คิดอะไรมาก

แต่ถ้าคุณเลือกให้ Jitta Wealth บริหารจัดการให้แบบ passive ตามหลักการวอร์เรน บัฟเฟตต์ ด้วยเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ โอกาสที่เงินของคุณจะเติบโตชนะตลาดก็มีสูงกว่า เพราะคุณลงทุนอย่างมีหลักการ เป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ

และที่สำคัญ...คุณสามารถมีอนาคตที่สุขสบายได้ โดยไม่ต้องคอยเช็คพอร์ตให้เหนื่อยและเครียดอีกต่อไป

กำไรได้ สบายใจกว่า
ลงทุนอย่างมีหลักการกับ Jitta Wealth